มาตรา 1 (วัตถุประสงค์)
ข้อกำหนดและเงื่อนไขฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบระหว่างบริษัทและสมาชิก รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่จำเป็น อันเกี่ยวข้องกับการใช้บริการต่าง ๆ ที่บริษัท แคสต์ลิงก์ (ต่อไปนี้เรียกว่า “บริษัท”) เป็นผู้ให้บริการ
มาตรา 2 (คำจำกัดความ)
คำศัพท์สำคัญที่ใช้ในข้อกำหนดและเงื่อนไขฉบับนี้มีความหมายดังต่อไปนี้
1. “บริการ” หมายถึง บริการทั้งหมดที่บริษัทจัดให้ ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้งานได้ไม่ว่าจะผ่านอุปกรณ์ใดก็ตาม (รวมถึงอุปกรณ์แบบมีสายและไร้สาย เช่น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โทรทัศน์ และอุปกรณ์พกพา)
2. “ผู้ใช้” หมายถึง “สมาชิกบุคคลธรรมดา”, “สมาชิกนิติบุคคล” และ “ผู้ที่ไม่ใช่สมาชิก” ที่ได้รับบริการจากบริษัทตามข้อกำหนดและเงื่อนไขฉบับนี้
3. “สมาชิกบุคคลธรรมดา” หมายถึง บุคคลที่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกโดยให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัท และสามารถรับข้อมูลจากบริษัทอย่างต่อเนื่อง รวมถึงใช้บริการที่บริษัทจัดให้ได้อย่างต่อเนื่อง
4. “สมาชิกนิติบุคคล” หมายถึง บุคคลที่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกโดยให้ข้อมูลของบริษัทและข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัท และสามารถรับข้อมูลจากบริษัทอย่างต่อเนื่อง รวมถึงใช้บริการที่บริษัทจัดให้ได้อย่างต่อเนื่อง
5. “ผู้ที่ไม่ใช่สมาชิก” หมายถึง บุคคลที่ใช้บริการของบริษัทโดยไม่ทำการสมัครสมาชิก
6. “ไอดี (ID)” หมายถึง ตัวอักษร หรือตัวอักษรและตัวเลขผสมกัน ที่สมาชิกกำหนดและบริษัทอนุมัติ เพื่อใช้ในการระบุตัวตนและการใช้บริการ
7. “รหัสผ่าน” หมายถึง ชุดตัวอักษร (รวมถึงอักขระพิเศษ) และตัวเลขที่สมาชิกกำหนดขึ้น เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นเป็นสมาชิกที่สอดคล้องกับไอดีที่ได้รับ และเพื่อปกป้องความลับ
8. “บริการแบบมีค่าใช้จ่าย” หมายถึง บริการทั้งหมดที่บริษัทให้บริการโดยมีค่าธรรมเนียม
9. “การชำระเงิน” หมายถึง การที่สมาชิกเลือกวิธีการชำระเงินและกรอกข้อมูลทางการเงิน เพื่อใช้บริการแบบมีค่าใช้จ่ายของบริษัท
10. “Castlink Pix” หมายถึง วิธีการชำระเงินบนอินเทอร์เน็ตที่ใช้สำหรับการซื้อบริการแบบมีค่าใช้จ่ายของบริษัท โดยสามารถเติมเงิน ชำระเงิน และขอคืนเงินได้ โดยอ้างอิงจากไอดี (ID) ของสมาชิก
11. “เนื้อหา” หมายถึง ข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตัวอักษร เสียง ภาพ เสียงดนตรี ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ ข้อความ รูปภาพ ไฟล์ต่าง ๆ และลิงก์ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยเครือข่ายสารสนเทศและการสื่อสาร
มาตรา 3 (การบังคับใช้กฎเกณฑ์อื่นนอกเหนือจากข้อกำหนด)
ในกรณีที่ข้อกำหนดและเงื่อนไขฉบับนี้ไม่ได้กำหนดไว้ ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือข้อกำหนดเฉพาะของบริการ นโยบายการดำเนินงาน และกฎระเบียบต่าง ๆ ที่บริษัทกำหนด (ต่อไปนี้เรียกว่า “แนวปฏิบัติย่อย”) และในกรณีที่ข้อกำหนดและเงื่อนไขฉบับนี้ขัดแย้งกับแนวปฏิบัติย่อย ให้ยึดแนวปฏิบัติย่อยเป็นหลัก
มาตรา 4 (ผลบังคับใช้และการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด)
① ข้อกำหนดและเงื่อนไขฉบับนี้จะถูกประกาศในบริการอินเทอร์เน็ตทั้งหมดที่บริษัท แคสต์ลิงก์ ให้บริการ
บริษัทอาจแก้ไขข้อกำหนดและเงื่อนไขนี้ได้ ภายในขอบเขตที่ไม่ขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายว่าด้วยการควบคุมข้อกำหนดสัญญา และกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการใช้เครือข่ายสารสนเทศและการคุ้มครองข้อมูล เมื่อมีการแก้ไข บริษัทจะกำหนดเนื้อหาที่แก้ไขและวันที่มีผลบังคับใช้ และประกาศล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน (หรือ 30 วันในกรณีที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นประโยชน์หรือมีสาระสำคัญต่อผู้ใช้) ก่อนวันมีผลบังคับใช้ และจะแจ้งให้ผู้ใช้เดิมทราบเป็นรายบุคคลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น อีเมล ข้อความ SMS ข้อความภายในบริการ หรือการแจ้งเตือน
ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่แก้ไขแล้วจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ได้ประกาศหรือแจ้งไว้
② เมื่อบริษัทประกาศหรือแจ้งข้อกำหนดและเงื่อนไขที่แก้ไข จะต้องแจ้งพร้อมข้อความว่า หากผู้ใช้ไม่ยินยอมต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถยกเลิกสัญญาได้ภายใน 7 วัน (หรือ 30 วันในกรณีที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นประโยชน์หรือมีสาระสำคัญ) นับจากวันที่ประกาศหรือได้รับแจ้ง และหากไม่แสดงเจตนายกเลิก จะถือว่ายินยอมต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น
③ หากผู้ใช้ไม่แสดงเจตนาปฏิเสธต่อข้อกำหนดและเงื่อนไขที่แก้ไขภายในระยะเวลาดังกล่าว จะถือว่าผู้ใช้ได้ยินยอมต่อการแก้ไขข้อกำหนดแล้ว
มาตรา 5 (การแจ้งให้ผู้ใช้ทราบ)
① บริษัทอาจแจ้งให้ผู้ใช้ทราบผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น อีเมล ข้อความ SMS ข้อความภายในระบบ หรือการแจ้งเตือนแบบพุช เว้นแต่จะมีข้อกำหนดเป็นอย่างอื่น
② ในกรณีที่เป็นการแจ้งแก่ผู้ใช้ทั้งหมด บริษัทอาจใช้วิธีประกาศในกระดานประกาศบนเว็บไซต์ของบริษัทเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน แทนการแจ้งเป็นรายบุคคล
ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกรรมของผู้ใช้ จะต้องแจ้งเป็นรายบุคคลตามวรรค 1
③ หากไม่สามารถแจ้งเป็นรายบุคคลได้เนื่องจากผู้ใช้ไม่ได้ระบุข้อมูลติดต่อ หรือไม่ได้แก้ไขข้อมูลหลังการเปลี่ยนแปลง หรือระบุข้อมูลผิดพลาด การประกาศตามวรรคก่อนให้ถือว่าเป็นการแจ้งแล้ว
มาตรา 6 (การทำสัญญาการใช้บริการ)
สัญญาการใช้บริการจะเกิดขึ้นในกรณีดังต่อไปนี้
1. เมื่อผู้ใช้ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิก โดยได้แสดงความยินยอมต่อข้อกำหนดและเงื่อนไข และบริษัทได้อนุมัติคำขอสมัครสมาชิก
2. เมื่อผู้ใช้ใช้บริการที่สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิก และได้ทำการชำระเงินเพื่อใช้บริการของบริษัท
3. เมื่อผู้ใช้ใช้บริการฟรีที่สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิก และได้ดำเนินขั้นตอนตามข้อ 1 และ 2 ขณะใช้บริการเสริม เช่น การบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบริการฟรี
มาตรา 7 (การอนุมัติการสมัครสมาชิก)
① บริษัทจะอนุมัติการใช้บริการตามคำขอทำสัญญาเป็นหลัก
② ในการสมัครตามวรรค 1 บริษัทอาจขอให้มีการยืนยันชื่อจริงและยืนยันตัวตนผ่านหน่วยงานเฉพาะทาง หากจำเป็นต่อการให้บริการ
③ บริษัทอาจระงับการอนุมัติ หากไม่มีทรัพยากรเพียงพอ หรือมีปัญหาทางเทคนิคหรือการดำเนินงาน
④ หากบริษัทไม่อนุมัติหรือระงับการอนุมัติตามวรรค 2 และ 3 บริษัทจะแจ้งให้ผู้สมัครทราบเป็นหลัก เว้นแต่จะไม่สามารถแจ้งได้โดยไม่ใช่ความผิดของบริษัท
⑤ เวลาที่สัญญาการใช้บริการมีผลใช้บังคับ ในกรณีข้อ 1 จะนับตั้งแต่เวลาที่บริษัทแสดงว่าการสมัครเสร็จสมบูรณ์ในขั้นตอนการสมัคร และในกรณีข้อ 2 จะนับตั้งแต่เวลาที่แสดงว่าการชำระเงินเสร็จสมบูรณ์
⑥ บริษัทอาจแบ่งระดับสมาชิกตามนโยบายของบริษัท และกำหนดความแตกต่างด้านเวลาในการใช้ จำนวนครั้งในการใช้ และเมนูบริการ
⑦ บริษัทอาจกำหนดข้อจำกัดการใช้บริการหรือข้อจำกัดตามระดับและอายุ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมภาพยนตร์และวิดีโอ และกฎหมายคุ้มครองเยาวชน
มาตรา 8 (การเปลี่ยนแปลงข้อมูลสมาชิก)
① สมาชิกสามารถตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของตนได้ตลอดเวลาผ่านหน้าจัดการข้อมูลส่วนบุคคล
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการบริการ เช่น ชื่อจริงและไอดี ไม่สามารถแก้ไขได้
② หากข้อมูลที่ระบุไว้ในขณะสมัครสมาชิกมีการเปลี่ยนแปลง สมาชิกต้องแก้ไขข้อมูลทางออนไลน์ หรือแจ้งให้บริษัททราบทางอีเมลหรือวิธีอื่น
③ สมาชิกเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงตามวรรค 2
ข้อ 9 (การจัดการและการคุ้มครองข้อมูลสมาชิก)
1. ความรับผิดชอบในการจัดการชื่อผู้ใช้ (ID) และรหัสผ่านเป็นของสมาชิก และห้ามไม่ให้บุคคลที่สามนำไปใช้
2. บริษัทอาจจำกัดการใช้งานชื่อผู้ใช้ (ID) ในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล มีลักษณะขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือความสงบเรียบร้อยของสังคม หรืออาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นบริษัทหรือผู้ให้บริการ
3. หากสมาชิกทราบว่าชื่อผู้ใช้ (ID) หรือรหัสผ่านถูกขโมยหรือถูกใช้โดยบุคคลที่สาม ต้องแจ้งให้บริษัททราบทันทีและปฏิบัติตามคำแนะนำของบริษัท
4. ในกรณีตามข้อ 3 หากสมาชิกไม่แจ้งบริษัทหรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของบริษัท บริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้น
ข้อ 10 (หน้าที่ของบริษัท)
1. บริษัทจะดำเนินการซ่อมแซมหรือกู้คืนระบบโดยไม่ล่าช้าเมื่อเกิดความขัดข้องหรือความเสียหาย เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ และในกรณีต่อไปนี้ บริษัทอาจระงับการให้บริการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
โดยจะแจ้งเหตุผลและระยะเวลาการระงับให้ผู้ใช้ทราบภายหลังโดยไม่ล่าช้า
(1) กรณีจำเป็นต้องตรวจสอบระบบฉุกเฉิน ขยาย เปลี่ยน หรือซ่อมแซมอุปกรณ์หรือสถานที่
(2) กรณีเห็นว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบเพื่อให้บริการใหม่
(3) กรณีไม่สามารถให้บริการตามปกติได้เนื่องจากความขัดข้องของระบบ อุปกรณ์ หรือเครือข่ายแบบมีสายและไร้สาย
(4) กรณีเกิดภาวะฉุกเฉินของชาติ ไฟฟ้าดับ หรือเหตุสุดวิสัย
2. บริษัทจะพยายามอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ในขั้นตอนและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสัญญา เช่น การทำสัญญา การแก้ไข และการยกเลิกสัญญา
3. บริษัทจะแสดงชื่อผู้แทน ชื่อบริษัท ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขแฟกซ์ หมายเลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เงื่อนไขการใช้บริการ และนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไว้ในหน้าแรกของบริการออนไลน์เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้ง่าย
ข้อ 11 (การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล)
1. บริษัทให้ความสำคัญกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ และพยายามปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการใช้เครือข่ายสารสนเทศและการคุ้มครองข้อมูล และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทจะแจ้งให้ผู้ใช้ทราบผ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดและมีมาตรการคุ้มครองอย่างไร
2. หากไม่มีประวัติการใช้บริการติดต่อกันเป็นเวลา 1 ปีนับจากวันที่ใช้งานครั้งสุดท้าย บริษัทอาจแยกจัดเก็บและบริหารข้อมูลผู้ใช้ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายลำดับรอง
ข้อมูลที่แยกจัดเก็บจะถูกเก็บรักษาไว้จนกว่าผู้ใช้จะขอถอนสมาชิกหรือขอลบข้อมูลส่วนบุคคล
3. บริษัทจะใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องและนโยบายการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทในการคุ้มครองและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวจะไม่ครอบคลุมถึงเว็บไซต์ภายนอกที่เชื่อมโยงจากเว็บไซต์ของบริษัท
ข้อ 12 (หน้าที่ของผู้ใช้)
1. ผู้ใช้ต้องกรอกข้อมูลตามความเป็นจริงเมื่อสมัครใช้บริการ หากให้ข้อมูลเท็จหรือใช้ข้อมูลของผู้อื่น จะไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใด ๆ ต่อบริษัทได้ และบริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
2. ผู้ใช้ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้บริการ กฎระเบียบ และประกาศต่าง ๆ ของบริษัท และต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่รบกวนการดำเนินงานหรือทำให้ชื่อเสียงของบริษัทเสียหาย
3. หากข้อมูลสมาชิก เช่น ที่อยู่ หมายเลขติดต่อ หรืออีเมล มีการเปลี่ยนแปลง ผู้ใช้ต้องแก้ไขข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ทันที ความรับผิดชอบจากการไม่แก้ไขหรือแก้ไขล่าช้าจะเป็นของผู้ใช้
4. ผู้ใช้ต้องจัดการชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านด้วยตนเอง บริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดจากความประมาทของผู้ใช้
5. เมื่อเลือกชื่อผู้ใช้ ชื่อเล่น หรือชื่ออื่น ๆ ในบริการ ห้ามกระทำการดังต่อไปนี้
(1) แอบอ้างเป็นผู้ดูแลอย่างเป็นทางการของบริษัทหรือใช้ชื่อที่คล้ายกันจนก่อให้เกิดความสับสน
(2) ใช้ชื่อที่มีเนื้อหาลามกหรือไม่เหมาะสม
(3) ใช้ชื่อที่อาจละเมิดสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าหรือลิขสิทธิ์ของบุคคลที่สาม
(4) ใช้ชื่อที่อาจทำลายชื่อเสียงหรือรบกวนการดำเนินงานของบุคคลที่สาม
(5) ใช้ชื่อที่มีเนื้อหาขัดต่อสังคมหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
6. ผู้ใช้ไม่สามารถโอน ขาย ให้ หรือใช้เป็นหลักประกันสิทธิการใช้บริการหรือสถานะตามสัญญาได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัท
7. รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อควรระวังในการใช้บริการจะกำหนดไว้ในนโยบายการดำเนินงาน และหากผู้ใช้ฝ่าฝืนเงื่อนไขการใช้บริการหรือ นโยบายการดำเนินงาน อาจถูกจำกัดการใช้บริการหรือรับผิดทางแพ่งและอาญา
ข้อ 13 (การให้บริการ)
1. บริการของบริษัทเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันตลอดปีเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม อาจมีการระงับบริการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวในกรณีตรวจสอบเพื่อบำรุงรักษาระบบหรือเปลี่ยนอุปกรณ์สื่อสาร
2. รายละเอียดของแต่ละบริการสามารถตรวจสอบได้จากหน้าจอของบริการนั้น ๆ
3. บริการที่บริษัทให้บริการมีดังนี้
(1) การส่งมอบโปรไฟล์
(2) การสนับสนุนโปรไฟล์
ข้อ 14 (การจำกัดการให้บริการ)
1. บริษัทอาจจำกัดหรือระงับบริการทั้งหมดหรือบางส่วนในกรณีเกิดสงคราม เหตุฉุกเฉินระดับชาติ ภัยธรรมชาติ หรือกรณีที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมระงับบริการ
2. บริการฟรีอาจถูกจำกัด ระงับ หรือเปลี่ยนเป็นบริการแบบชำระเงินตามนโยบายการดำเนินงานของบริษัท
3. เมื่อมีการจำกัดหรือระงับบริการ บริษัทจะแจ้งเหตุผล ระยะเวลา และกำหนดการให้ผู้ใช้ทราบโดยไม่ล่าช้า
4. ในกรณีเปลี่ยนบริการฟรีเป็นบริการแบบชำระเงิน บริษัทจะแจ้งเหตุผล กำหนดการ และขอความยินยอมจากผู้ใช้ล่วงหน้า
ข้อ 15 (การยกเลิกสัญญาและการถอนสมาชิก)
1. ผู้ใช้สามารถขอยกเลิกสัญญาได้ตลอดเวลาผ่านการสมัครถอนสมาชิกบนเว็บไซต์
อย่างไรก็ตาม หลังสมัครใหม่อาจมีการจำกัดการถอนสมาชิกทันทีเพื่อป้องกันการใช้บริการในทางที่ไม่ถูกต้อง
2. หากผู้ใช้ฝ่าฝืนหน้าที่ตามเงื่อนไขการใช้บริการ ใช้งานผิดปกติ ใช้โปรแกรมต้องห้าม หรือสร้างเนื้อหาที่หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นผู้อื่น และยังคงกระทำซ้ำเกิน 2 ครั้งแม้ได้รับคำเตือน บริษัทอาจแจ้งและยกเลิกสัญญาได้
3. บริษัทจะแจ้งยืนยันการรับคำขอยกเลิกหรือถอนสมาชิกแก่ผู้ใช้ผ่านช่องทางที่ผู้ใช้แจ้งไว้ หากไม่สามารถติดต่อได้ บริษัทอาจไม่ส่งการแจ้งกลับ
ข้อ 16 (การชดใช้ค่าเสียหาย)
1. บริษัทหรือผู้ใช้สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ หากความเสียหายนั้นเกิดจากความผิดของอีกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากความขัดข้อง การระงับการให้บริการ การสูญหาย การลบ หรือการแก้ไขข้อมูลที่จัดเก็บไว้ อันเกี่ยวเนื่องกับบริการฟรี
2. ในการใช้บริการที่บริษัทจัดให้ หากไม่เป็นการฝ่าฝืนนโยบายการดำเนินงาน นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือเงื่อนไขการใช้บริการเฉพาะอื่น ๆ บริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น
ข้อ 17 (ข้อยกเว้นความรับผิด)
1. บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบต่อการไม่สามารถให้บริการได้อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติหรือเหตุสุดวิสัยที่เทียบเท่า
2. บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบต่อความขัดข้องในการใช้บริการที่เกิดจากความผิดของผู้ใช้
3. บริษัทไม่รับผิดชอบต่อการที่ผู้ใช้ไม่ได้รับผลประโยชน์หรือรายได้ตามที่คาดหวังจากการใช้บริการ รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากข้อมูลที่ได้รับผ่านบริการ
4. บริษัทไม่รับผิดชอบต่อความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง หรือเนื้อหาของข้อมูลที่ผู้ใช้เผยแพร่บนหน้าเว็บ และจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ใช้กับผู้ใช้รายอื่น หรือระหว่างผู้ใช้กับบุคคลที่สามผ่านบริการ
ข้อ 18 (การให้ข้อมูลและการลงโฆษณา)
1. บริษัทอาจให้หรือส่งข้อมูลและโฆษณาต่าง ๆ ที่เห็นว่าจำเป็นแก่ผู้ใช้ระหว่างการใช้บริการ ผ่านแบนเนอร์ อีเมล ข้อความโทรศัพท์ การโทร หรือไปรษณีย์
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สามารถปฏิเสธการรับข้อมูลดังกล่าวได้ตามวิธีที่บริษัทกำหนด
2. แม้ผู้ใช้จะปฏิเสธการรับข้อมูลแล้ว บริษัทก็ยังสามารถส่งข้อมูลที่ผู้ใช้จำเป็นต้องทราบ เช่น การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการใช้บริการ นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการใช้เครือข่ายสารสนเทศและการคุ้มครองข้อมูลกำหนด
3. หากผู้ใช้ปฏิเสธการรับข้อมูลตามวรรคหนึ่ง และส่งผลให้บริษัทไม่สามารถส่งข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมหรือการตอบคำถามการใช้งาน บริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น
4. บริษัทจะตรวจสอบความยินยอมในการรับข้อมูลโฆษณาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าอย่างน้อยทุก ๆ 2 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด
5. บริษัทไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดจากการที่ผู้ใช้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ลงโฆษณา หรือผลจากการทำธุรกรรมดังกล่าว
ข้อ 19 (การชำระเงินสำหรับบริการแบบชำระเงิน)
1. ในการใช้บริการแบบชำระเงิน ผู้ใช้ต้องชำระค่าบริการ โดยวิธีการชำระเงินสำหรับบริการที่บริษัทจัดให้มีดังต่อไปนี้
(1) การชำระเงินผ่านบัตรต่าง ๆ เช่น บัตรเติมเงิน บัตรเดบิต บัตรเครดิต
(2) การโอนเงินผ่านโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร
2. บริษัทอาจตรวจสอบว่าผู้ใช้มีสิทธิ์โดยชอบในการใช้วิธีการชำระเงินดังกล่าวหรือไม่ และอาจระงับหรือยกเลิกรายการชำระเงินจนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น
3. ตามนโยบายของบริษัท ผู้ให้บริการชำระเงิน หรือผู้ให้บริการตัวกลาง อาจมีการจำกัดยอดชำระเงินสะสมรายเดือนหรือวงเงินการเติมเงินต่อผู้ใช้
หากเกินกว่าข้อกำหนดดังกล่าว ผู้ใช้อาจไม่สามารถใช้บริการแบบชำระเงินเพิ่มเติมได้
4. ผู้ใช้เป็นผู้รับผิดชอบต่อข้อมูลที่ป้อนเพื่อการชำระเงินทั้งหมด
ข้อ 20 (การคืนเงิน)
1. ในกรณีที่ยกเลิกการชำระเงินหรือขอคืนเงินเนื่องจากความผิดของผู้ใช้ จะดำเนินการดังนี้
(1) บริการที่การใช้งานหรือการซื้อเสร็จสมบูรณ์ภายในครั้งเดียว ไม่สามารถขอคืนเงินได้
(2) บริการที่สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ จะคืนเงินส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าใช้บริการตามจำนวนวันที่ใช้งานแล้ว
2. แม้จะมีข้อกำหนดข้างต้น หากเข้าข่ายกรณีต่อไปนี้ จะคืนเงินเต็มจำนวน
- ไม่มีประวัติการใช้บริการหลังจากชำระเงินแล้ว
- ไม่สามารถใช้บริการได้เนื่องจากความผิดของบริษัท เช่น ความขัดข้องของระบบ
- บริการที่ซื้อไม่ได้รับการให้บริการ
- บริการที่ซื้อมีความแตกต่างจากที่แสดงหรือโฆษณาไว้อย่างมีนัยสำคัญ
- บริการไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากข้อบกพร่องของบริการเอง
3. การคืนเงินจะดำเนินการโดยใช้วิธีการเดียวกับวิธีการชำระเงินเดิมเป็นหลัก
หากไม่สามารถคืนเงินด้วยวิธีเดิมได้ จะใช้วิธีอื่นตามที่กำหนดไว้ในบริการนั้น ๆ
4. บริษัทจะดำเนินการคืนเงินภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่เกิดหน้าที่ในการคืนเงิน
อย่างไรก็ตาม หากการคืนเงินล่าช้าเนื่องจากต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ใช้ บริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อดอกเบี้ยจากความล่าช้า
5. ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการคืนเงิน ให้ฝ่ายที่มีความผิดเป็นผู้รับผิดชอบ
ข้อ 21 (ความเป็นเจ้าของสิทธิ)
1. ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับบริการที่บริษัทให้บริการ เป็นของบริษัท
2. บริษัทให้เพียงสิทธิ์ในการใช้บริการตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ใช้ไม่มีสิทธิ์โอน ขาย หรือใช้สิทธิดังกล่าวเป็นหลักประกัน
3. แม้จะมีข้อ 1 เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง และผลงานที่ให้บริการตามสัญญาความร่วมมือ จะไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท
ข้อ 22 (การจัดการเนื้อหา)
1. หากเนื้อหาที่สมาชิกสร้างหรือเผยแพร่มีเนื้อหาที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้ดูแลระบบอาจร้องขอให้ระงับหรือ ลบเนื้อหาดังกล่าวตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และบริษัทต้องดำเนินการตามกฎหมาย
2. แม้ไม่มีคำร้องจากผู้มีสิทธิ์ หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการละเมิดสิทธิ์ หรือละเมิดนโยบายของบริษัทหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บริษัทอาจดำเนินมาตรการชั่วคราวต่อเนื้อหานั้นตามกฎหมาย
ข้อ 23 (ศาลที่มีอำนาจและกฎหมายที่ใช้บังคับ)
ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับบริการ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีคือศาลที่ตั้งอยู่ ณ สถานที่ตั้งของบริษัท และให้ใช้กฎหมายของสาธารณรัฐเกาหลีเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับ
เงื่อนไขการใช้บริการฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025
ข้อ 1 (วัตถุประสงค์)
Castlink (ต่อไปนี้เรียกว่า “บริษัท”) จัดทำนโยบายการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ (ต่อไปนี้เรียกว่า “นโยบายนี้”) เพื่อคุ้มครองข้อมูลของบุคคลที่ใช้บริการที่บริษัทให้บริการ (ต่อไปนี้เรียกว่า “บริการของบริษัท”) ซึ่งรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ (ต่อไปนี้เรียกว่า “ผู้ใช้” หรือ “บุคคล”) โดยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการใช้เครือข่ายสารสนเทศและการคุ้มครองข้อมูล (ต่อไปนี้เรียกว่า “กฎหมายเครือข่ายสารสนเทศ”) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ รวมถึงเพื่อให้สามารถจัดการข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม
ข้อ 2 (หลักการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล)
บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและนโยบายนี้ และข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมจะถูกเปิดเผยให้แก่บุคคลที่สามได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่กฎหมายกำหนดหรือบังคับให้ต้องเปิดเผย บริษัทอาจให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลที่สามได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมล่วงหน้า
ข้อ 3 (การเปิดเผยนโยบาย)
1. บริษัทเปิดเผยนโยบายนี้บนหน้าแรกของเว็บไซต์บริษัทหรือหน้าที่เชื่อมโยงกับหน้าแรก เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา
2. บริษัทจะจัดรูปแบบตัวอักษร สี หรือรูปแบบอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถอ่านและเข้าใจนโยบายนี้ได้ง่าย
ข้อ 4 (การแก้ไขนโยบาย)
1. นโยบายนี้อาจมีการแก้ไขตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย แนวปฏิบัติ คำสั่ง หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายและเนื้อหาการให้บริการของบริษัท
2. เมื่อมีการแก้ไขนโยบาย บริษัทจะแจ้งให้ทราบด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งหรือมากกว่าต่อไปนี้
(1) ประกาศบนหน้าแรกของเว็บไซต์บริษัทหรือผ่านหน้าต่างประกาศแยกต่างหาก
(2) แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โทรสาร อีเมล หรือวิธีอื่นที่เทียบเท่า
3. บริษัทจะแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วันก่อนวันที่มีผลบังคับใช้ เว้นแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของผู้ใช้ ซึ่งจะแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน
ข้อ 5 (ข้อมูลสำหรับการสมัครสมาชิก)
บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไปนี้เพื่อการสมัครสมาชิก
1. ข้อมูลที่จำเป็น: อีเมล รหัสผ่าน ชื่อ ชื่อเล่น วันเดือนปีเกิด และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ
2. ข้อมูลทางเลือก: ข้อมูลโปรไฟล์
ข้อ 6 (ข้อมูลสำหรับการยืนยันตัวตน)
บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไปนี้เพื่อการยืนยันตัวตน
1. ข้อมูลที่จำเป็น: หมายเลขโทรศัพท์มือถือ อีเมล ชื่อ วันเดือนปีเกิด เพศ ผู้ให้บริการเครือข่าย และสถานะสัญชาติ
ข้อ 7 (ข้อมูลเพื่อขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมาย)
ในกรณีที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมาย บริษัทจะเก็บรวบรวมข้อมูลดังต่อไปนี้
1. ข้อมูลที่จำเป็น: ชื่อผู้ปกครอง วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์มือถือ และข้อมูลผู้ให้บริการเครือข่ายของผู้ปกครอง
ข้อ 8 (ข้อมูลเพื่อการชำระเงิน)
บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไปนี้เพื่อให้บริการชำระเงิน
1. ข้อมูลที่จำเป็น: หมายเลขบัตร รหัสผ่านบัตร วันหมดอายุ วันเดือนปีเกิด 6 หลัก (yy/mm/dd) ชื่อธนาคาร และหมายเลขบัญชี
ข้อ 9 (ข้อมูลเพื่อการให้บริการของบริษัท)
บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไปนี้เพื่อให้บริการ
1. ข้อมูลที่จำเป็น: ชื่อผู้ใช้ อีเมล ชื่อ วันเดือนปีเกิด และข้อมูลติดต่อ
ข้อ 10 (ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการและการตรวจสอบการใช้งานโดยมิชอบ)
บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไปนี้เพื่อวิเคราะห์และตรวจสอบการใช้งาน
1. ข้อมูลที่จำเป็น: ประวัติการใช้บริการ คุกกี้ ข้อมูลตำแหน่งการเชื่อมต่อ และข้อมูลอุปกรณ์
※ การใช้งานโดยมิชอบ หมายถึง การสมัครใหม่ซ้ำหลังถอนสมาชิก การยกเลิกการซื้อซ้ำ ๆ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างไม่ถูกต้อง การฝ่าฝืนเงื่อนไขการใช้บริการ หรือการปลอมแปลงตัวตน เป็นต้น
ข้อมูลที่เก็บรวบรวมอาจถูกใช้เพื่อการวิเคราะห์ทางสถิติของบริการ
ข้อ 11 (วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล)
บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลด้วยวิธีต่อไปนี้
1. ผู้ใช้กรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของบริษัท
2. ผู้ใช้กรอกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันหรือบริการอื่นที่บริษัทจัดหา
ข้อ 12 (การใช้ข้อมูลส่วนบุคคล)
บริษัทใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีต่อไปนี้
1. เพื่อการดำเนินงานและการแจ้งประกาศ
2. เพื่อตอบข้อซักถามและปรับปรุงบริการ
3. เพื่อให้บริการของบริษัท
4. เพื่อพัฒนาบริการใหม่
5. เพื่อกิจกรรมทางการตลาดและการประชาสัมพันธ์
6. เพื่อการวิเคราะห์ทางสถิติและพฤติกรรมการใช้งาน
7. เพื่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้ตามข้อมูลและความสนใจ
ข้อ 13 (ระยะเวลาการเก็บรักษาและการใช้ข้อมูล)
1. บริษัทจะเก็บรักษาและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลตลอดระยะเวลาที่จำเป็นต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม
2. แม้จะเป็นเช่นนั้น บริษัทจะเก็บบันทึกการใช้งานโดยมิชอบไว้ไม่เกิน 1 ปีนับจากวันที่ถอนสมาชิก เพื่อป้องกันการสมัครหรือใช้งานโดยมิชอบ
ข้อ 14 (การเก็บรักษาข้อมูลตามกฎหมาย)
บริษัทเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
1. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
- บันทึกเกี่ยวกับสัญญาหรือการยกเลิกสัญญา: 5 ปี
- บันทึกการชำระเงินและการจัดส่งสินค้า: 5 ปี
- บันทึกข้อร้องเรียนหรือข้อพิพาท: 3 ปี
- บันทึกการโฆษณา: 6 เดือน
2. กฎหมายว่าด้วยความลับในการสื่อสาร
- บันทึกการเข้าใช้งานเว็บไซต์: 3 เดือน
3. กฎหมายธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์
- บันทึกธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์: 5 ปี
4. กฎหมายคุ้มครองและใช้ข้อมูลตำแหน่ง
- บันทึกข้อมูลตำแหน่งส่วนบุคคล: 6 เดือน
ข้อ 15 (หลักการทำลายข้อมูล)
เมื่อหมดความจำเป็นในการใช้ข้อมูล บริษัทจะทำลายข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ล่าช้า
ข้อ 16 (การจัดการข้อมูลของผู้ไม่ใช้บริการระยะยาว)
1. บริษัทจะแจ้งล่วงหน้าและทำลายหรือแยกเก็บข้อมูลของผู้ที่ไม่ได้ใช้บริการเป็นเวลา 1 ปี
2. ข้อมูลของผู้ไม่ใช้บริการระยะยาวจะถูกจัดเก็บแยกอย่างปลอดภัย และจะแจ้งทางอีเมลล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน
3. ผู้ใช้สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อคงสถานะการใช้งานก่อนการแยกข้อมูล
4. ผู้ใช้สามารถกู้คืนบัญชีได้เมื่อเข้าสู่ระบบโดยได้รับความยินยอม
5. บริษัทจะเก็บข้อมูลที่แยกไว้ไม่เกิน 4 ปีแล้วจึงทำลาย
ข้อ 17 (ขั้นตอนการทำลายข้อมูล)
1. ข้อมูลที่เก็บเพื่อการสมัครสมาชิกจะถูกย้ายไปยังฐานข้อมูลแยกต่างหากและทำลายภายหลังตามนโยบายและกฎหมาย
2. การทำลายข้อมูลจะดำเนินการหลังได้รับอนุมัติจากผู้รับผิดชอบด้านข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อ 18 (วิธีการทำลายข้อมูล)
ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะถูกลบด้วยวิธีที่ไม่สามารถกู้คืนได้ และเอกสารกระดาษจะถูกทำลายด้วยเครื่องทำลายเอกสารหรือการเผา
ข้อ 19 (การส่งข้อมูลโฆษณา)
1. บริษัทจะส่งข้อมูลโฆษณาเพื่อการค้าเฉพาะเมื่อได้รับความยินยอมล่วงหน้า
2. หากผู้รับปฏิเสธหรือถอนความยินยอม บริษัทจะไม่ส่งข้อมูลโฆษณา
3. การส่งข้อมูลโฆษณาระหว่างเวลา 21.00–08.00 น. ต้องได้รับความยินยอมเพิ่มเติม
4. ข้อมูลโฆษณาจะระบุชื่อบริษัทและช่องทางปฏิเสธการรับ
5. บริษัทจะไม่ใช้วิธีการหลีกเลี่ยงหรือปิดบังแหล่งที่มาของการโฆษณา
ข้อ 20 (การตรวจสอบและถอนความยินยอม)
ผู้ใช้หรือผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายสามารถตรวจสอบ แก้ไข หรือถอนความยินยอมในการเก็บข้อมูลได้ทุกเมื่อ
ข้อ 21 (การแก้ไขข้อมูล)
บริษัทจะระงับการใช้ข้อมูลจนกว่าการแก้ไขจะเสร็จสิ้น และแจ้งบุคคลที่สามหากมีการส่งข้อมูลผิดพลาดไปก่อนหน้า
ข้อ 22 (หน้าที่ของผู้ใช้)
ผู้ใช้ต้องรักษาข้อมูลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และรับผิดชอบต่อความเสียหายจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
ข้อ 23 (สิทธิในการตั้งค่าคุกกี้)
ผู้ใช้สามารถตั้งค่าเบราว์เซอร์เพื่ออนุญาตหรือปฏิเสธคุกกี้ได้
ข้อ 24 (วิธีตั้งค่าคุกกี้)
Internet Explorer:
[เครื่องมือ] → [ตัวเลือกอินเทอร์เน็ต] → [ความเป็นส่วนตัว] → [ขั้นสูง]
ข้อ 25 (ผู้รับผิดชอบด้านข้อมูลส่วนบุคคล)
บริษัทแต่งตั้งผู้รับผิดชอบดังต่อไปนี้
- ชื่อ: แพ็ก จงอุก (อาจเปลี่ยนแปลงได้)
- โทรศัพท์: 010-9234-3123 (อาจเปลี่ยนแปลงได้)
- อีเมล: paik3123@naver.com (อาจเปลี่ยนแปลงได้)
บทเฉพาะกาล
นโยบายนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 (อาจเปลี่ยนแปลงได้)
การต่ออายุการสมัครสมาชิกแบบรายงวด
สำหรับการสมัครสมาชิกแบบต่ออายุอัตโนมัติ จะไม่สามารถขอคืนเงินสำหรับเดือนที่ชำระเงินแล้วได้ และการยกเลิกจะมีผลตั้งแต่เดือนถัดไปหลังจากการชำระเงิน
อย่างไรก็ตาม ในกรณีข้อยกเว้น จะสามารถขอคืนเงินได้ก็ต่อเมื่อไม่มีการสมัครออดิชันภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากการชำระเงินเท่านั้น
หากต้องการยกเลิกการสมัครสมาชิก กรุณาเลือก “ยื่นคำขอยกเลิก” ในเมนูการตั้งค่าการสมัครสมาชิก
ฟิกซ์ (Pix)
ในกรณีที่ซื้อฟิกซ์และนำไปใช้ในการสมัครผลงานแล้ว จะสามารถขอคืนเงินได้เต็มจำนวนตลอดระยะเวลาการใช้งาน เฉพาะกรณีที่เกิดปัญหาทางเทคนิค มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตในการซื้อรายการใดรายการหนึ่ง หรือเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
นอกเหนือจากกรณีดังกล่าว หากไม่มีประวัติการใช้งานภายใน 2 วันนับจากวันที่ซื้อ สามารถขอยกเลิกหรือขอคืนเงินได้
การพิจารณาว่าคำขอคืนเงินฟิกซ์จะสามารถคืนได้หรือไม่ อยู่ภายใต้ดุลยพินิจของบริษัท แคสต์ลิงก์ จำกัด แต่เพียงผู้เดียว
ธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต
หากพบธุรกรรมที่น่าสงสัยหรือไม่รู้จักซึ่งไม่สอดคล้องกับประวัติการซื้อโดยทั่วไป กรุณาติดต่อทันทีที่อีเมล castlink.castlink@gmail.com
โปรดให้ข้อมูลโดยละเอียดมากที่สุดเพื่อให้ทีมบริการลูกค้าสามารถตรวจสอบปัญหาได้
ธุรกรรมที่พิจารณาแล้วว่าเกิดขึ้นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ อาจได้รับการคืนเงิน และบัญชีที่เป็นสาเหตุของธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาตจะได้รับการดำเนินการที่เหมาะสม
ในกระบวนการพิจารณาคำขอคืนเงิน บริษัทอาจขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อยืนยันวิธีการชำระเงินที่ใช้หรือเพื่อระบุบัญชีที่เกี่ยวข้องกับปัญหา
ปัญหาทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ
หากเกิดปัญหาทางเทคนิคในการดำเนินการซื้อหรือในการรับสิทธิประโยชน์ กรุณาแจ้งปัญหาทันทีและให้ข้อมูลโดยละเอียดเพื่อให้ทีมสามารถช่วยเหลือได้
ตัวอย่างของปัญหาทางเทคนิค ได้แก่ การซื้อซ้ำ ข้อความแสดงข้อผิดพลาดบางประการ สิทธิประโยชน์ไม่ได้รับ หรือการหยุดชะงักอื่น ๆ
โปรดแนบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาพหน้าจอ รหัสข้อผิดพลาด หรือรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาให้แก่บริษัท แคสต์ลิงก์ จำกัด
การใช้สิทธิ์ขอคืนเงินในทางที่ไม่เหมาะสม
การยื่นคำขอคืนเงินมากเกินควรหรือการพยายามใช้กระบวนการคืนเงินในทางที่ไม่เหมาะสม ถือเป็นการฝ่าฝืนนโยบายของบริษัท แคสต์ลิงก์ จำกัด และอาจส่งผลให้การเข้าถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการถูกจำกัด หรือบัญชีถูกระงับหรือยกเลิกการใช้งาน
การยื่นคำขอคืนเงิน
หากต้องการยื่นคำขอคืนเงิน กรุณาส่งรายละเอียดอย่างครบถ้วนไปยังบัญชีอีเมลของบริษัท แคสต์ลิงก์ จำกัด
อีเมลของแคสต์ลิงก์: castlink.castlink@gmail.com